การเข้ามาของ ChatGPT และเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ทำให้เกิดคำถามว่า หากเราให้ AI ช่วยเขียนหรือช่วยคิดบ่อยขึ้น สมองจะทำงานน้อยลงจนทักษะลดลงหรือไม่ งานวิจัยที่ถูกนำเสนอในข่าวล่าสุดช่วยให้เห็นภาพที่ละเอียดขึ้นว่า ผลลัพธ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมี AI เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับวิธีที่เราใช้ด้วย
บทความจาก Thaiware ซึ่งอ้างอิงรายงานของ Futura ระบุว่า ข้อความที่กล่าวว่า ChatGPT ทําลายสมองนั้นตีความผลการศึกษาก่อนตีพิมพ์เกินจริง นักประสาทวิทยาที่ออกมาอธิบายประเด็นนี้ชี้ว่า ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า ChatGPT ทำให้คนฉลาดขึ้นหรือโง่ลงโดยตรง
การทดลองใช้ EEG ดูการทำงานของสมอง
การศึกษาที่ถูกพูดถึงเปรียบเทียบการทำงานเขียนของผู้เข้าร่วมที่ใช้เครื่องมือแตกต่างกัน พร้อมสวมอุปกรณ์ EEG เพื่อวัดสัญญาณไฟฟ้าของสมอง ผลที่รายงานพบว่า LLM สามารถช่วยจัดระเบียบความคิดและแบ่งเบาขั้นตอนบางส่วน ทำให้ผู้ใช้มีทรัพยากรเหลือไปคิดในระดับที่ซับซ้อนขึ้น
ผลดังกล่าวควรอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะเป็นหลักฐานเกี่ยวกับภาระในการทำงานและรูปแบบการคิด ไม่ใช่คำรับรองว่า AI จะทำให้ทุกคนเก่งขึ้นโดยอัตโนมัติ
- AI ช่วยรวบรวมประเด็นและจัดโครงร่างได้เร็วขึ้น
- ผู้ใช้ยังต้องกำหนดเป้าหมายและตัดสินใจด้วยตัวเอง
- การใช้ AI ไม่ได้แทนที่การเรียนรู้หรือความเข้าใจในเนื้อหา
ความเสี่ยงเกิดขึ้นเมื่อเชื่อคำตอบมากเกินไป
งานวิจัยยังชี้ให้เห็นอีกด้านว่า ผู้ที่ยอมรับคำตอบจาก LLM โดยไม่ตั้งคำถามอาจใช้การคิดวิเคราะห์น้อยลง ปัญหาคือ AI สามารถตอบด้วยภาษาที่มั่นใจแม้ข้อมูลจะคลาดเคลื่อน ดังนั้นคำตอบที่ฟังดูดีจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นข้อเท็จจริงโดยทันที
- ตรวจสอบแหล่งที่มา วันที่ และตัวเลขสำคัญก่อนนำไปใช้
- ขอให้ AI แสดงเหตุผลหรือเปรียบเทียบหลายทางเลือก
- เรียบเรียงคำตอบใหม่ด้วยความเข้าใจของตัวเอง
- หยุดถามกลับเมื่อข้อมูลขัดแย้งหรือฟังดูมั่นใจเกินไป
ใช้ AI เป็นผู้ช่วยตัดสินใจเรื่องเทคโนโลยี
สำหรับการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ไอที AI เหมาะกับการช่วยสรุปความแตกต่างของ CPU การ์ดจอ แรม ความจุ และราคา แต่ผู้ซื้อควรตรวจสอบสเปกจากหน้าสินค้าและดูเงื่อนไขการรับประกันก่อนตัดสินใจ วิธีนี้ทำให้ AI ช่วยลดเวลาค้นข้อมูล ขณะเดียวกันผู้ใช้ยังเป็นคนตัดสินใจจากข้อมูลที่ตรวจสอบแล้ว

