ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในงานหลากหลายด้านมากขึ้น รวมถึงการก่ออาชญากรรมไซเบอร์ โดยนักวิจัยจาก Unit 42 ของ Palo Alto Networks ตรวจพบแคมเปญโจมตีจากกลุ่มแฮกเกอร์ในจีนที่นำเครื่องมือ AI มาช่วยทำงานหลายขั้นตอน
รายงานระบุว่ากลุ่มดังกล่าวใช้ AI Agent ชื่อ Hermes Agent เพื่อสแกนหาช่องโหว่ร้ายแรงและค้นหาโค้ดสาธิตการโจมตีจาก GitHub นอกจากนี้ยังใช้ Claude Code ช่วยทดสอบการเชื่อมต่อและตรวจสอบความถูกต้องของพรอกซี ก่อนนำ DeepSeek มาช่วยค้นคว้าช่องโหว่เพื่อการเจาะระบบแบบอัตโนมัติ
DeepSeek ถูกสั่งให้ค้นคว้าช่องโหว่ด้วยตัวเอง
นักวิจัยพบความพยายามให้ DeepSeek ค้นคว้าวิธีโจมตีช่องโหว่ CVE-2026-33017 บนระบบ Langflow แต่การโจมตีไม่สำเร็จ เพราะเป้าหมายต้องเปิดใช้งาน Auto Login หรือต้องทราบ Public Flow ID ซึ่งทั้ง AI และแฮกเกอร์ไม่มีข้อมูลดังกล่าว
ยังพบการโจมตีแบบลูกโซ่ที่ใช้ช่องโหว่ CVE-2026-21858 สำหรับอ่านไฟล์โดยไม่จำกัดสิทธิ์ และ CVE-2026-68613 สำหรับรันโค้ดจากระยะไกล โดยให้ DeepSeek ช่วยค้นหาเป้าหมาย แต่การโจมตียังคงติดข้อจำกัดด้านการยืนยันตัวตนของระบบเป้าหมาย
- ใช้ Hermes Agent ช่วยสแกนช่องโหว่และค้นหา Proof of Concept
- ใช้ Claude Code ตรวจสอบการเชื่อมต่อและพรอกซี
- ใช้ DeepSeek ช่วยค้นคว้าแนวทางโจมตีแบบ Autonomous
- การโจมตีบางส่วนไม่สำเร็จเมื่อระบบเป้าหมายต้องยืนยันตัวตน
เมื่อ AI ทำไม่ได้ แฮกเกอร์กลับมาโจมตีเอง
หลังความพยายามที่ให้ AI ช่วยเจาะระบบไม่สำเร็จ กลุ่มแฮกเกอร์กลับมาใช้วิธีโจมตีด้วยตัวเอง และสามารถใช้ช่องโหว่ CVE-2026-3055 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอ่านหน่วยความจำเกินขอบเขตบน Citrix NetScaler ได้สำเร็จ รวมถึงใช้ CVE-2026-39987 เจาะระบบ Marimo ได้อีกครั้ง
จากรูปแบบการทำงานทั้งหมด ทีมวิจัยประเมินว่ากลุ่มดังกล่าวอาจเป็นแฮกเกอร์ที่ปฏิบัติการเพียงลำพังและยังไม่มีหลักฐานว่ามีรัฐบาลให้การสนับสนุน ผู้ดูแลระบบจึงควรติดตามช่องโหว่ที่เกี่ยวข้องและจำกัดการเข้าถึงบริการสำคัญให้รัดกุม


